money6

ล่องไพร ภาค 2 ตอนที่ 42 ยิงปลา

ไมรา สมิท พยักหน้ารับคำเหมือนเด็กว่าง่าย หล่อนเดินตรงไปที่ปากทางใหญ่ซึ่ง ดร.สมิท และ ร.อ.เรืองป้องกันอยู่ยืนขึ้นไปบนชะง่อนหินใหญ่ซึ่งแลเห็นได้ในระยะไกล ทันใดนั้นเองเสียงกลองและเสียงโห่ร้องของพวกจิรีที่เดินตามทางค่านและปีนป่ายไต่เขาขึ้นมาก็หยุดเงียบเป็นปลิดทิ้ง

ไมราพูดเร็วอย่างที่หล่อนเคยพูดมาแล้ว เพียงแต่คราวนี้หาผู้ฟังไม่ได้ ข้าพเจ้ารู้ตั้งแต่หล่อนก้าวขึ้นไปบนชะง่อนหินนั้นว่าศรัทธาที่พวกจิรีที่มีต่อหัวหน้าของมันเป็นมานานและแก่กล้าเกินไปที่จะทำให้ยอมเชื่อฟังคนแปลกหน้า แม้ผู้นั้นจะอ้างเป็นนางพญาผิวขาวของชาวนาคาทั้งหลาย ซึ่งบ้างก็เห็นอิทธิฤทธิ์มาแล้วและบ้างก็ยังไม่ระแคะระคายส่วนใหญ่ที่ยกมาครั้งนี้ล้วนแต่หน้าใหม่และพวกเก่าก็คงจะถูกปลุกใจจากหัวหน้า ตลอดจนเมรัยเสียจนในความคิดไม่มีอะไรนอกจากฆ่า....และแก้แค้น ยิงปลา

ไมราพูดยังไม่ทันขาดคำ ธนูดอกหนึ่งก็แล่นเฉียดศีรษะหล่อนไป ข้าพเจ้าซึ่งตามขึ้นไปยืนอยู่ข้างหลังหล่อนจึงผลักให้ล้มลงนอนราบทันที เสียงโห่ร้องและเสียงกลองที่สงบไปเมื่อสักครู่ก็อึกทึกครึกโครมขึ้นอีก ขณะที่พวกจิรีผู้กระหายเลือดเหล่านั้นดาหน้ากันขึ้นมาในระยะ 100 หลาเศษ ห่าฝนลูกธนูชุดแรกก็ปลิวขึ้นมายังที่กำบังของเรา ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ยังไม่ให้สัญญาณที่ทุกคนคอยอยู่ ความได้ใจทำให้พวกจิรีกองแรกตรูขึ้นมาตามทางใหญ่โดยเร็ว ในระยะ 50 หลานั่นเอง

ข้าพเจ้า ก็ลงมือกระสุนจากปืนล่าสัตว์ใหญ่เหล่านั้นส่งเจ้าคนนำหน้าท่าทางล่ำสันและเต็มไปด้วยความดุเดือดกระเด็นไป 3-4 ทอดและจอดก่อนที่จะทันรู้ว่าอะไรสังหารมันด้วยซ้ำไป อีก 3 คนก็ฟุบคาที่ด้วยน้ำมือของ ไมรา ดร.สมิท และ ร.อ.เรือง

ชั่วขณะหนึ่ง ระลอกมนุษย์เหล่านั้นหยุดชะงักอยู่แต่เพียงครู่เดียวมันก็ดาหน้ากันขึ้นมาอีกเหมือนกระแสน้ำที่ไหลทวนสู่ที่สูง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงปืนดังถี่มาจากทิศที่พ่อเฒ่าหัวหน้าบ้านเผโบมากับพวกลูกหาบรักษาอยู่ ต่อมาก็เสียงระเบิดมือที่ ดร.สมิท ปาลงไปเป็นระยะ ๆ เรายิงอย่างไม่ต้องกะต้องเล็งอะไร...ยิงด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ร้ายที่จะเอาตัวรอด เป็นการสุดวิสัยที่มันจะผิดได้และกระสุนทุกนัดที่ลั่นออกไปหมายถึงชีวิตหนึ่ง ไม่ถึงตายก็ทุพพลภาพชั่วกาลอวสาน ถึงกระนั้นเราก็ไม่สามารถจะหยุดคลื่นมนุษย์เหล่านั้นไว้ได้ ยิงปลา

ท่ามกลางเสียงปืนระคนปนไปกับเสียงกลอง เสียงโห่ร้องอย่างดุเดือดเหมือนคนบ้าดีเดือดและเสียงครวญครางเหล่านั้น ข้าพเจ้าแว่วได้ยินเสียงของตาเกิ้นตะโกนมาจากข้างหลัง

ตาเกิ้น “ทางขึ้นหลังเขาที่พ่อเฒ่าเผโบมาเฝ้าเสียแก่มันแล้วนาย”

ข้าพเจ้า “บอกให้ถอยเข้ามารวมกันอยู่ในหมู่บ้าน ตาเกิ้น”

การต่อสู้ระหว่างเรากับชาวป่าพวกนั้น ดำเนินไปอีกไม่ช้าไม่นานสถานการณ์ก็บอกว่าหมดหวัง พวกจิรีที่หลุดเข้าไปในบริเวณลานและหมู่บ้านได้เผาฉางเสบียงลุกขึ้นหลายหลังและการฆาตกรรมก็กำลังเกิดขึ้นหลายแห่งโดยเราไม่สามารถจะป้องกันอะไรได้ ข้าพเจ้าใช้คำว่า ฆาตกรรม ก็เพราะเซียมิเหล่านั้นไม่มีใครพยายามแม้แต่จะยกมือขึ้นต่อสู้เลย ไมราเห็นเช่นนั้นก็หันมาทางข้าพเจ้าพลางร้องจนเสียงหลง

ไมรา “ลงมือเถอะคุณสาก ฉันทนดูอยู่ต่อไปไม่ไหว”

ข้าพเจ้าหันไปดู ดร.สมิท และ ร.อ.เรือง ยิงพลางถอยพลาง จนกระทั่งพ้นสนามทุ่นระเบิดเข้ามา ตาเกิ้น พ่อเฒ่าหัวหน้าบ้านเผโบมากับลูกหาบก็เช่นเดียวกัน คะเนระยะประมาณว่ากำลังส่วนใหญ่ของพวกจิรีเข้าไปอยู่ในบริเวณที่ฝั่งไดนาไมต์แล้วก็สวิตช์แบตเตอรี่ทันที ยิงปลา

ไม่มีครั้งใดในชีวิตที่จะฝังอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าอย่างเศร้าสยดสยองเท่ากับเหตุการณ์ที่ปรากฏต่อมา เสียงระเบิดที่ก้องกังวานติดต่อกันไปเป็นระยะประกอบกับหยดเลือดและแขนขาที่ปลิวว่อนไปในอากาศกับผงคลีและก้อนดินทำให้หูอื้อจนเกือบจะไม่ได้ยินเสียงอื่นและคาวเลือดที่คละคลุ้งก็ทำให้เกือบไม่ได้กลิ่นใด ๆ นอกจากควันดินปืน พื้นดินดอยสั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหวอย่างแรงจนสุดวิสัยที่คลื่นมนุษย์เหล่านั้นจะคุมสติอยู่ได้ พวกที่เหลือตายเริ่มถอยร่น เมื่อถูกระเบิดที่ฝังไว้ตามระยะต่าง ๆ ซ้ำส่งท้ายเกือบไม่ขาดเสียงสัมปชัญญะใด ๆ ที่เหลืออยู่ก็ขาดลงเพียงแค่นั้นต่างพากันหันหลังกลับได้ก็โกยแน่วอย่างไม่ยอมฟังเสียงเจ้าหัวหน้าซึ่งยืนกำเต้นเร่า ๆ อยู่บนเนินสูงแต่อย่างไร

ไมรายืนมองดูภาพนั้นด้วยสีหน้าตาย ในที่สุดก็พึมพำว่า “ขอยืมปืนฉันหน่อยคุณสาก” ข้าพเจ้า “อ้าว, ของแหม่มล่ะ?”

ไมรา “ปืนสั้นในระยะนี้เสี่ยงเกินไป ขอให้ฉันยืมปืนใหญ่นั่นสักนัดเดียวแหละ”

ข้าพเจ้า “แหม่มจะทำไม?”

หล่อนยกมือไปที่ร่างของชายซึ่งยังเต้นเร่าอยู่บนชะง่อนหินเหนือเนินสูงนั้น ประกายวับของโลหะที่ห้อยคออยู่เมื่อกระทบกับแสงแดดบอกดียิ่งกว่าสิ่งใดว่าเขาเป็นใคร เสียงของไมราขณะที่พึมพำออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น เย็นชาแกร่งน่ากลัว ยิงปลา

“นั่นคือสาเหตุของภาพที่น่าสังเวชเหล่านี้ คุณสาก ถ้าไม่ห้ามฉัน ไว้ปล่อยให้จัดการเสียแต่คราวก่อนเราก็คงไม่พบกับเหตุการณ์อย่างนี้มันเป็นนาดาคนเดียวที่ไม่เชื่อว่าฉันเป็นนางพญาผิวขาวของมันเพราะฉะนั้นก็อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้”

หล่อนยกปืนขึ้นประทับบ่า ข้าพเจ้าไม่แน่ใจนักว่าในระยะเกือบ 300 หลา เช่นนั้นมันจะเป็นไปได้แต่ทันใดที่เสียงปืนลั่นร่างนั้นก็หมุนคว้างแล้วก็ทรุดฮวบลงกลิ้งมาตามเนิน เท่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ถึงอวสานไม่ปรากฏว่าจีที่มีชีวิตเหลืออยู่ในลานบนดอยนั้นจนคนเดียว

อ่านเพิ่มเติมได้ที https://moneyslotxo.cc/